![]() |
Special Scoop: 30 ปีบนถนนลูกหนัง...ตำนาน Captain Tsubasa
ประวัติศาสตร์แห่งฟุตบอลโลกได้จารึกเรื่องราวของ “กัปตันทีม” เอาไว้ว่า “อเล็ก ซานเดร วียาแพลน “ (ฝรั่งเศส) และ “การ์ซ่า กูเตียเรซ” (เม็กซิโก) คือสองผู้นำที่ลงสนามในนัดเปิดของเวิลด์คัพครั้งแรกเมื่อปี 1930 แต่ในศึกครั้งนั้นชายคนแรกที่ได้ชูถ้วยแชมป์โลกคือกัปตันทีมเจ้าถิ่นชาวอุรุกวัย “โฮเซ่ นาซาสซี่ ซายาร์” จนกระทั่งในปี 1974 เวิลด์คัพที่เยอรมันโลกจึงได้รู้จักกับ “ปลอกแขนกัปตันทีม” เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นั้น สำหรับในส่วนของทีมชาติญี่ปุ่นอีกหนึ่งทีมขวัญใจชาวเอเชียนั้นมีนักเตะที่ได้รับเกียรติสวมปลอกแขนเดินนำลูกทีมลงสนามใน “เวิลด์คัพรอบสุดท้าย” เพียงแค่ 2 คนนั่นคือ มาซามิ อิฮาร่า (ปี 1998) และ สึเนยาสึ มิยาโมโตะ (ปี2002) แต่จะว่าไปชาวญี่ปุ่นยังมี “กัปตันทีมซามูไร” อีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเขาคนนี้เคยคว้าแชมป์มากมาย มีเพื่อนสนิทที่สุดคือ ลูกฟุตบอล แถมยังได้ร่วมทีมเจ้าบุญ “บาร์เซโลน่า” อีกด้วย และจากนี้คือเรื่องราวความเป็นมาของยอดกัปตัน (ในจินตนาการ) คนนั้น “โอโซระ สึบาสะ”
“โอโซระ สึบาสะ” แปลว่า ปีกที่โบยบินสู่ท้องฟ้า สึบาสะผูกพันกับฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก โดยในขณะที่อายุ 2 – 3 ขวบ เขารอดชีวิตจากการถูกรถบรรทุกคาบไปกินเพราะ “ลูกฟุตบอล” จึงทำให้เขามองว่าเจ้าลูกกลม ๆ นี้มีความสำคัญราวกับเพื่อนสนิทในชีวิตจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการ์ตูนลูกหนังที่ยืนหยัดมากว่า 30 ปี
อาจารย์โยอิจิ ทาคาฮาชิ
“กัปตันสึบาสะ” เป็นการ์ตูนเรื่องแรก ๆ ของโลกที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล โดยผู้แต่งคือ “โยอิจิ ทาคาฮาชิ” (เกิด 28 ก.ค. 1960) มีการจัดทำหลายต่อหลายภาคและเป็นต้นแบบของการ์ตูนฟุตบอลและแนวกีฬาหลายเรื่อง รวมทั้งได้จัดทำเป็นวิดีโอเกมส์และภาพยนตร์การ์ตูนด้วย ซึ่งหนังสือเรื่องนี้มีออกมาทั้งหมด 4 ภาคด้วยกัน ปัจจุบันเป็นลิขสิทธิ์ของสยามอินเตอร์คอมิคส์ ภาคแรกมีจำนวน 37 เล่น ชื่อตอน นันคัตสึ ศึกยุวชนโลกที่ฝรั่งเศส ออกมาในปี 2524 – 2531, ภาคเยาวชนโลก18 เล่ม (รอบคัดเลือกโซนเอเชีย นัดชิงกับบราซิล) ออกมาในปี พ.ศ. 2537 – พ.ศ. 2540, ภาค Road to 2002 จำนวน 15 เล่ม (ศึกสโมสรยุโรปตอนสุดท้ายเป็นเอลกาลาชิโก “บาร์ซ่า – มาดริด”) ออกมาในช่วง พ.ศ. 2544 – พ.ศ. 2547 และภาคล่าสุดกับ Golden 23 (ยุคทองโอลิมปิก) ที่ออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548
Captain Tsubasa Road to 2002
ซีดานก็หนึ่งในแฟนการ์ตูนตำนานสึบาสะ
ซึ่งผลงานในช่วง Road to 2002 ได้มีการเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของสโมสร “บาร์เซโลนา” ให้แฟน ๆ ได้ชื่นชมกันด้วย อีกทั้งสึบาสะยังมีส่วนช่วยในฐานะแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรวมถึงนักเตะญี่ปุ่นให้ฝึกฝนทุ่มเททำให้รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับกีฬาฟุตบอลมากยิ่งขึ้น จนสามารถพอทีมชาติไปสู่ระดับโลกได้สำเร็จ ทว่าไม่ใช่แค่ชาวยุ่นนะครับ เพราะการ์ตูนเรื่องนี่ยังดังไปไกลถึงยุโรปเป็นที่ชื่นชอบของนักเตะดังหลายคน เช่น พาทริค ไคลเวิร์ต, ซีดาน, กวาดิโอล่า, เจอร์ราร์ด (ไอ้เจิด), โรซิคกี้ เป็นต้น สำหรับในส่วนของภาพยนตร์ทีวีนั้นเริ่มฉายครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในปี 1983 นั่นเอง
จุดเด่นอย่างมากของการ์ตูนเรื่องนี้อยู่ที่ความเป็นฟุตบอลแบบโคตรเว่อร์ไม่ว่าจะเป็น ส่องประตูจากครึ่งสนาม, ยิงตาข่ายกระจุย, ถีบเสาโกลเซฟลูก, เลี้ยงบอลถอยหลัง หรือจะชิ่งกระชากคู่ตุ๋ย เอ้ย! คู่แข้งทองสึบาสะ (สึบาสะ/มิซากิ) และอีกสารพัดท่าไม้ตายเหนือมนุษย์ที่แม้โคตรบิดาเมสซี่ฝึกอีก 10 ชาติก็ทำไม่ได้! (โดยเฉพาะท่าของสองพี่น้อง ทาจิบาน่า “สกายแล็บเฮอริเคน”)


รวมไปถึงการนำนักเตะระดับตำนานมาอิงกับตัวละครในการ์ตูนเช่น ดิอัส (มาราโดน่า), ปิแอร์ (ปิแอร์ ปาแบง), คาร์ล ไฮนซ์ ชไนเดอร์ (รุมเมนิก้า), เจเจ โอชาด (เจ เจ โอโคชา) หรือแม้แต่ในภาคเยาวชนโลก “บุนนาค สิงห์ประเสิรฐ” กองหลังทีมชาติไทยก็ได้รับเกียรตินั้นโดยสวมเสื้อหมายเลข 4 เช่นเดียวกับ “นที ทองสุขแก้ว” กองหลังไทยที่โด่งดังมากในยุคนั้น แถมยังแอบเอาหลาย ๆ อย่างในเกมฟุตบอลมาแซวกันดื้อ ๆ เช่น บราซิลมี 3R โรนัลโด้/โรนัญดิญโญ่/ริวัลโด้ ในการ์ตูนก็ยังอุตสาห์มี 3M มัตสึยาม่า/มิซากิ/มิสุงิ หรือจะเป็นท่ากล่อมลูกของสิงห์เฒ่า “เบเบโต้” ที่สึบาสะเอามาใช้ตอนยิงประตูได้แล้วขอมอบประตูนั้นให้กับลูกที่อยู่ท้อง “ซานาเอะ” แฟนสาว

สิ่งเหล่านี้นี่เองครับที่ทำให้แฟนบอลคอการ์ตูนตามเชียร์กันไม่เลิก โดยในยุคแรก ๆ มักจะเน้นเตะแหลกยิงประตูกันกระจายเอามันส์ไว้ก่อน แต่ในช่วงหลังเมื่อคนญี่ปุ่นเริ่มสนใจฟุตบอลอย่างเต็มตัวก็ทำให้ “โยอิจิ ทาคาฮาชิ” หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องแท็คติค กฎกติกา และความสมจริงของโลกฟุตบอลมากขึ้น
Cover Captain Tsubasa ภาคแรกเครื่องฟามิคอม 1988
Cover Captain Tsubasa ภาคสองเครื่องฟามิคอม
สำหรับวงการวิดีโอเกมส์ “กัปตันสึบาสะ” ลงสนามครั้งแรกบนเครื่อง “ฟามิคอม” วันที่ 28 เม.ย. 1988 โดยค่าย Tecmo ซึ่งตอนนั้นมีคอนเซปต์ชูโรงคือ “เทคโม เธียร์เตอร์” ที่ถ่ายทอดภาพออกมาสวยงามมีการเคลื่อนไหวราวกับนั่งชมภาพยนตร์ โดยเฉพาะในฉากเหตุการณ์ยิงลูกไม้ตายซึ่งถือว่างามหยดมากในยุคนั้น โดยมีระบบการเล่นที่ไม่ได้ใช้กับการบังคับหรือกดปุ่มเหมือนเกมฟุตบอลทั่วไป แต่จะใช้ปุ่มทิศทางสั่งให้นักเตะปฏิบัติซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์เช่น ขณะที่เป็นฝ่ายครองบอล ก็สามารถเลือกได้ว่าจะทำอะไร ส่ง/เลี้ยง/ยิง/ทำชิ่ง หรือขณะเป็นฝ่ายรับก็มีคำสั่ง เสียบ/เข้าแย่ง/บล็อกลูก/ปล่อยผ่าน เป็นต้น นอกจากนี้การกระทำต่าง ๆ ของนักเตะจะต้องเสียค่า Guts ซึ่งเปรียบได้กับพลังของนักเตะ

โฉมหน้า Cover สึบาสะเวอร์ชั่นไอ้กัน Edit นรก Tecmo Cup Soccer Game

สึบาสะหัวทองซะงั้น...
สำหรับเรื่องราวในภาคแรกนี้กล่าวสมัยที่สึบาสะเริ่มต้นกับ “นันตัตสึ” ได้พบกับมิตรสหายมากมารย เช่น อิชิซากิ, วากาบายาชิม วากาชิมัตสึ, นิตตะ, โซดะ, ยิโท, ซาโนะ, มัตสึยาม่า, พี่น้องทาจิบาน่า, มิสุงิ จุน, มิซากิ ทาโร่ และพยัคฆ์ร้ายเฮียวงะ โคจิโร่ และด้วยความโด่งดังของเกมจึงมีทำเวอร์ชั่นอเมริกาออกมาในปี 1992 ใช้ชื่อว่า Tecmo Cup Soccer Game แต่มันเป็นอะไรที่กระชากจิตใจแฟนการ์ตูนอย่างแรกเพราะเปลี่ยนตัวเอกจาก “สึบาสะ” เป็น Robin Hood หนุ่มมะกันผิวสีชมพูหน้าตาออกแนวโรคจิตนิด ๆ แต่ยังครับ ความหลอนยังตามมาหลอกไม่เลิกกับ Tecmo Cup Football Game ซึ่งเป็นเกมบนเครื่อง MD ที่เซก้าซื้อลิขสิทธิ์ไปทำเองโดยเปลี่ยนตัวเอกจาก สึบาสะ – มิซากิ ก็กลายมาเป็น โรเบิร์ต – เดวิด ซึ่งเป็นพี่น้องกัน ซึ่งบอกตรง ๆ ครับเห็นแล้ว ผมอยากเอา M79 ยัดใส่ลูกบอลแล้วโอเวอร์เฮดอัดตูดคนคิดจริง ๆ

หลังจากนั้นเมื่อศึก “เวิลด์คัพอิตาเลีย” จบลงไม่นาน ฟุตบอลโลกที่อิตาลีเริ่ม 8 มิ.ย. – 8 ก.ค. 1990 Captain Tsubasa Super Striker ก็ออกวางจำหน่ายบนเครื่องฟามิคอมเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 1990 โดยภาคนี้พวกสึบาสะก้าวขึ้นติดทีมชาติญี่ปุ่นลงทำศึกชิงแชมป์โลกพบกับคู่แข่งที่ฝีเท้าจัดจ้านมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นภาคแรกที่มี “ทีมชาติไทย” แข่งกับทีมชาติญี่ปุ่นในนัดแรกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย และด้วยระบบเกมที่สนุกแถมยังได้โหนกระแสบอลโลกช่วยทำให้ภาคนี้ได้รับความนิยมสูงมากที่สุดแถมยังนำไปจำหน่ายในกลุ่มประเทศอาหรับในช่วงปี 1994 – 1995 แต่ถูกเรียกใหม่ว่า Captain Maged

Cover Captain Tsubasa vs. ภาค Game Boy 1990


ในส่วนของเกมตลาดพกพานั้น Tecmo ก็ส่งสึบาสะลงสนามบนเครื่องเกมบอยขาวดำครั้งแรกปี 1990 ในชื่อภาคกัปตันสึบาสะ Vs. ยึดระบบการเล่นเดิม ๆ และในนัดสุดท้ายของเกมผู้เล่นก็จะได้วัดฝีมือกับทีมรวมดาราโลกซะด้วย!
Cover Captain Tsubasa พัฒนาสู่เครื่อง Super Famicom


จวบจนเมื่อยุคสมัยฟามิคอมสิ้นสุดลง Captain Tsubasa 3: Koutei no Chousen ได้ย้ายไปเตะกันต่อบนซูเปอร์ฟามิคอม ในปี 1992 ระบบการเล่นยังคงเดิมเอาไว้แต่เพิ่มโหมด “ออลสตาร์” ให้คุณจัดทีมฟาดแข้งกับเพื่อนหรือคอม เรื่องราวในเกมเริ่มจากทีมเยาวชนของสโมสรต่าง ๆ ทั่วโลกที่บรรดาตัวเอกไปค้าแจ้งจนกระทั่งมารวมกันเป็นทีมชาติญีปุ่นและลุยศึกชิงแชมป์โลก และด้วยสมรรถภาพของตัวเครื่องทำให้สามารถแสดงภาพออกมาได้สวยงามสะใจยิ่งขึ้นเมื่อยิงท่าไม้ตายเช่น ไดร์ฟชู๊ต, ไฟร์เอร์ชู๊ต, อีเกิ้ลช็อต, ไทเกอร์ช็อต ฯลฯ แต่ละลูกที่ยิงออกมาเห็นเสือเห็นเหยี่ยวใบ้หวยกันเลยทีเดียว

Cover aptain Tsubasa 4: Pro no Rival Tachi

และในฤดูกาลถัดมา ปี 1993 ในยุคที่เกมฟุตบอลแบบสมจริงเริ่มมีออกมามากขึ้น แต่การ์ตูนเรื่องนี้และระบบการเล่นแบบเดิมก็ไม่ได้เสื่อมความนิยมลงไป Captain Tsubasa 4: Pro no Rival Tachi ยังคงยึดแนวทางเดิมแต่จะใช้เรื่องราวตอนพิเศษการแข่งขันระดับอาชีพและมีตัวเอกที่โดดเด่นไม่แพ้สึบาสะก็คือนักเตะทีมชาติอิตาลี “ซูตัสโต้” ซึ่งได้แรงบันดาลใจมากจาก “โรแบร์โต้ บาจจโจ้” เป็นตัวละครออริจินอล แถมภาคนี้มีนักเตะหลาย ๆ คนมักจะมีท่าไม้ตายอย่างน้อยคนละ 1 ท่าแม้ว่าจะไม่ใช่ตัวเด่นก็ตาม จึงสร้างความสะใจได้เป็นทวีคูณ ในส่วนของโหมดออลสตาร์ก็ยังคงอยู่โดยได้ทั้งสโมสรและทีมชาติหรือจะสร้างทีมเองก็ได้ ทว่าสิ่งที่พิเศษสุด ๆ คือสามารถสร้างตัวละคร ตั้งชื่อ ตั้งค่าพลัง เองได้ แล้วส่งลงสนามร่วมกับพวกสึบาสะ
Cover Captain Tsubasa 5: Hasha no Shougou Canpione

+v1.00005.png)

จนกระทั่งปลายปี 1994 ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็เกิดขึ้นเมื่อ Captain Tsubasa 5: Hasha no Shougou Canpione ปรับระบบการเล่นให้มีความใกล้เคียงกับเกมฟุตบอลทั่ว ๆ ไปโดยคุณสามารถบังคับนักเตะวิ่งบนสนามได้อิสระ อิงตามกระแส Perfect Eleven แต่เมื่อถึงจังหวะเผชิญหน้าก็จะใช้ปุ่มทิศทางออกคำสั่ง ซึ่งนับเป็นย่างก้าวที่พลาดมหันต์เพราะแฟน ๆ บ่นอุบถึงความครึ่ง ๆ กลาง ๆ และทำให้เสียเอกลักษณ์ของตนที่สั่งสมไว้มานาน จึงทำให้เกมภาค 5 ต้องกระเด็นตกชั้นไม่เป็นท่า...
ซึ่งนั่นก็ส่งผลกระทบกับภาคหลัง ๆ ที่ออกตามาแทบไม่มีภาคไหนประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ แต่ส่วนหนึ่งชาวยุ่นมองว่าในยุค PS นั้นเป็นช่วงเวลาของฟุตบอลแบบสมจริงและยังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัย “วินนิ่ง” ทำให้เกมฟุตบอลหลายค่ายต้องปิดตัวรวมถึงเกมนี้ที่ยากจะเรียกความรู้สึกเก่า ๆ กลับคืนมาได้อีก... แต่ถึงกระนั้นคงปฎิเสธไม่ได้ว่า ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีบนเส้นทางแห่งฟุตบอล กัปตันทีมคนนี้มอบความสนุกความมุ่งมั่น รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจของใครหลายคน อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งที่ตอนเด็ก ๆ “อยากเตะบอลเก่ง” เหมือนกับ “โอโซระ สึบาสะ”













Comments