![]() |
บทเรียน "ราคาแพง" ของนินเทนโด การตั้งราคาจำหน่ายที่ 249 เหรียญสหรัฐ พร้อมเกมเปิดตัวที่มีแต่แนวทุนต่ำและรีเมกลง 3DS อาจมองได้ว่านินเทนโดมีความมั่นใจมากเกินไปกับความสำเร็จของเครื่อง DS เดิมจนคิดว่าเครื่องใหม่ต้องนอนมาแน่ๆ แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่คาด...
Special Scoop: 5 เรื่องดังวงการเกมปี 2554 (By. Manager)


"เพลย์สเตชัน เน็ตเวิร์ค" ถูกแฮค
เริ่มต้นปี 2554 ได้ไม่กี่เดือนโซนี่ต้องพบกับปัญหาใหญ่ที่ชวนปวดหัว เมื่อเซิร์ฟเวอร์เพลย์สเตชัน เน็ตเวิร์ค และบริการ Qriocity ถูกโจมตีจนโซนี่ต้องปิดใช้งานระบบเป็นระยะเวลากว่า 1 เดือน และมีการขโมยเอาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไปกว่า 75 ล้านแอคเคาท์
โซนี่รู้ว่าถูกล้วงตับครั้งแรกในวันที่ 20 เมษายน 2554 หน่วยงานที่ดูแลบริการเพลย์สเตชัน เน็ตเวิร์คแจ้งเตือนว่าระบบเซิร์ฟเวอร์มีการรีบูตตัวเองโดยที่ไม่ได้มีกำหนดการที่จะรีบูต หลังจากการรีบูตทางโซนี่ได้ตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียดและเริ่มรับรู้ถึงสภาพความเป็นจริงว่าการรีบูตที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการโจมตีภายนอก และมีข้อมูลบางอย่างถูกโอนถ่ายออกจากเซิร์ฟเวอร์เพลย์สเตชัน เน็ตเวิร์คโดยไม่ได้รับอนุญาต
เมื่อประเมินขอบเขตความเสียหายของข้อมูลที่ถูกโอนถ่ายออกไปพบว่า ผู้โจมตีได้ขโมยเอาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้กว่า 75 ล้านแอคเคาท์ไป ซึ่งเป็นแอคเคาท์ของเพลย์สเตชัน เน็ตเวิร์คและแอคเคาท์บริการ Qriocity ในบรรดาแอคเคาท์กว่า 75 ล้านแอคเคาท์ คิดเป็น 12.3 ล้านแอคเคาท์ที่มีไฟล์ข้อมูลบัตรเครดิต และแอคเคาท์ที่มีบัตรเครดิตและอยู่ในอเมริกาก็มีจำนวน 5.6 ล้านแอคเคาท์(ในจำนวนนั้นมีทั้งบัตรเครดิตที่ยังใช้งานได้และบัตรเครดิตที่หมดอายุแล้ว)
กลุ่มแฮคเกอร์ในนาม "Anonymous" ถูกเพ่งเล็งมากที่สุดว่าเป็นกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีเซิร์ฟเวอร์ของโซนี่ เนื่องจากเคยออกมาขู่เอาไว้ว่าจะโจมตีเนื่องจากโซนี่จะดำเนินคดีกับกลุ่มที่แฮคเครื่องเพลย์สเตชัน 3 แต่ภายหลังตัวแทนของกลุ่มแฮคเกอร์ออกมาระบุว่าจะไม่มีการโจมตีเซิร์ฟเวอร์โซนี่ เนื่องจากหากทำลงไปจะไปกระทบกระเทือนและสร้างความลำบากให้กับผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในวงกว้าง
โซนี่ใช้ระยะเวลาในการแก้ปัญหาการแฮคเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงสร้างระบบรักษาความปลอดภัยระบบขึ้นมาใหม่ในช่วงเดือนกว่า และมาเปิดใช้ระบบได้อย่างเต็มระบบในช่วงต้นเดือนมิถุนายน โดยหลังจากที่ระบบกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง โซนี่ก็ออกมาเปิดเผยข่าวดีบ้างว่ามีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในระบบถึง 3 ล้านราย และยังมียอดขายผ่านระบบมากกว่าช่วงก่อนที่ระบบจะถูกโจมตี

กระแสเกมบนเฟซบุ๊กแรง
เฟซบุ๊ก (Facebook) ระบบสังคมเน็ตเวิร์คที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2547 เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเครือข่ายผู้ใช้งานมากกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก จากจำนวนผู้ใช้งานข้างต้นประกอบกับระบบเฟซบุ๊กที่สามารถเชื่อมต่อลิงค์หาเพื่อนได้ ทำให้เหล่าค่ายเกมพยายามนำเกมของตัวเองมาต่อยอดเฟซบุ๊ก
เกมบนเฟซบุ๊กจะใช้โมเดลเปิดให้ผู้เล่นเล่นฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หากจะซื้อไอเท็มพิเศษ หรือซื้อเงินในเกมจะต้องใช้เงินจริงในการซื้อ โดยส่วนใหญ่แล้วผู้เล่นเกมบนเฟซบุ๊กจะเล่นฟรีแบบไม่เสียเงิน แต่ก็มีผู้เล่นบางส่วนที่ยอมจ่ายเงินจริงเพื่อให้ได้อะไรพิเศษจากในเกม แม้รายได้ต่อหัวในส่วนนี้จะน้อยนิด แต่จากการที่เกมบนเฟซบุ๊กมีฐานผู้เล่นอยู่หลายล้านคน ทำให้รายได้ที่เข้ามาจากเกมบนเฟซบุ๊กพอรวมกันจริงๆก็ไม่น้อยทีเดียว
"ซิงกา"(Zynga) เป็นชื่อที่คอเกมบนเฟซบุ๊กต้องรู้จักเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นเจ้าตลาดพัฒนาเกมบนเฟซบุ๊ก เป็นเจ้าของเกมดังหลายตัวอย่าง CityVille , FarmVille , CastleVille ,Texas HoldEm Poker, Empires & Allies และ Mafia Wars เกมบนเฟซบุ๊กเริ่มต้นเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายจากเกมปลูกผัก "FarmVille" ที่เปิดตัวออกมาเมื่อปี 2552 และสามารถครองครองความเป็นหนึ่งเกมที่มีผู้เล่นเล่นมากที่สุดบนเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตามปัจจุบันเกมสร้างเมือง "CityVille" ของซิงกาเองได้ขึ้นมาเป็นเกมอันดับหนึ่งบนเฟซบุ๊กแทนจากยอดผู้เล่นเฉลี่ยต่อเดือน 50 ล้านคน
จากความสำเร็จในการครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดทำให้การเข้าสู่ตลาดหุ้นของซิงกาในช่วงปลายปี 2554 ถูกจับตามองเป็นพิเศษ การเปิดขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรกของซิงกามีมูลค่าต่อหุ้นอยู่ที่ 10 เหรียญสหรัฐ เมื่อคิดคำนวณมูลค่าต่อหุ้นดังกล่าว จะส่งผลให้Zynga มีเม็ดเงินมากขึ้น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่งผลให้มูลค่ารวมของบริษัทอยู่ที่ 8,900 ล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านค่ายเกมยักษ์ใหญ่อย่าง อิเลคทรอนิคส์ อาร์ต หรืออีเอ ประกาศเจตนาชัดเจนในการเข้ามาจับตลาดเกมบนเฟซบุ๊ก ด้วยการนำเกมจำลองชีวิตชื่อดังจากค่ายตัวเองลงเฟซบุ๊กในชื่อ "เดอะซิมส์โซเชียล" เกมดังกล่าวได้ทางเพลย์ฟิช(Playfish)เข้ามาช่วยในการพัฒนา หลังจากเปิดตัวไปก็ได้กระแสตอบรับอย่างดี มียอดผู้เล่นแตะ 4.8 ล้านคนใน 7 วัน และมียอดผู้เล่นทะลุ 7 ล้านคนภายใน 15 วัน นอกจากนั้นอีเอยังระบุว่าผลตอบแทนเฉลี่ยตลอดอายุการใช้งานของแต่ละเกมบนเฟซบุ๊กนั้นยังมีมากกว่าเกมเวอร์ชันคอนโซลแต่ละเกมที่ออกใหม่ติดต่อกันทุกปี เท่านั้นยังไม่พออีเอให้เหตุผลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อดีของเกมบนเฟซบุ๊กว่า ผู้เล่นเกมบนเฟซบุ๊กมีมากกว่าผู้เล่นเกมบนคอนโซล และการเล่นเกมเวอร์ชันเฟซบุ๊กยังให้ผลประโยชน์ทางอ้อมที่จะเป็นตัวเชื่อมไปสู่เกมเวอร์ชันอื่นได้อีกด้วย

แบทเทิลฟิลด์ 3 ปะทะ โมเดิร์นวอร์แฟร์ 3
ปลายปี 2554 ถือเป็นช่วงแข่งขันอันดุเดือดระหว่างสองสุดยอดซีรีย์เกมแนวยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (FPS) ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในยุคปัจจุบัน "Battlefield 3" จากค่ายอีเอ และ "Modern Warfare 3" ของทางฝั่งแอคติวิชั่น
ชิมลางสงครามของ 2 เกมเริ่มเปิดฉากขึ้นที่งาน E3 2011 ในเดือนมิถุนายน "บ๊อบบี้ โคติค" นายใหญ่ฝีปากกล้าสังกัดแอคติวิชันปล่อยหมัดแย็บแอบกัดคู่แข่งหาว่า BF3 ดีแต่โชว์บนพีซีไม่คู่ควรบารมีเทียบเกมชูตติ้งของตนได้ ทำเอาประธานอีเอถึงกับกลั้นไม่อยู่สวนหมัดฮุกกลับไปเย้ย MW3 ดีแต่เปลือกนอกที่ยอดขายแต่กลับเน่าในเรื่องคุณภาพ แถมระบุจะโค่นบัลลังก์โมเดิร์นวอร์แฟร์ให้หายไปจากวงการในอีก 2-3 ปี เล่นเอาแอคติวิชันจุกจนพูดไม่ออก
พอมาถึงสมรภูมิจริง เริ่มที่แบทเทิลฟิลด์ 3 เนื่องจากวางขายก่อน ในช่วงเบต้ามีผู้เล่นมากมายแห่กันเข้าไปเล่นทดสอบรวมทั้งสิ้น 8,125,310 ล้านคน อีกทั้งยังมากกว่าภาคก่อนอย่างแบดคอมปานี 2 ถึง 6 เท่า และเมื่อถึงวันวางจำหน่ายก็เป็นไปตามคาดสามารถทำยอดขายไปได้ถึง 5 ล้านชุดในสัปดาห์แรกนับเป็นสถิติที่สูงที่สุดแล้วในซีรีย์ แต่ทว่าโมเดิร์นวอร์แฟร์ 3 มาที่หลังกลับทำยอดขายแซงหน้าแบบถล่มทลาย 6.5 ล้านชุดใน 7 วัน กอบโกยรายได้จนถึงตอนนี้ไปกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญทุบสถิติภาพยนตร์อวาตาร์ ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งสื่อบันเทิงขายเร็วที่สุดตลอดกาล
หากวิเคราะห์กันที่ตัวเกมด้านคุณภาพโดยรวมทั้งกราฟฟิก เอฟเฟกต์ความสมจริงต่างๆต้องยกนิ้วให้แบทเทิลฟิลด์ 3 ที่ทำออกมาดูดีกว่ามาก สามารถสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเกมแนว FPS เลยทีเดียวถึงแม้ต้องแลกด้วยสเปคคอมที่สูงขึ้นก็ตาม สำหรับรูปแบบการเล่นในโหมดผู้เล่นเดี่ยวเหมือนเจริญรอยตามโมเดิร์นวอร์แฟร์ 3 เสียมากกว่าโดยทิ้งความอิสระมาเน้นการดำเนินเรื่องที่สนุกเร้าใจแบบภาพยนตร์แทน ส่วนโหมดหลายผู้เล่นนั้นแตกต่างกันสิ้นเชิงยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ประจำของตน โดยที่โมเดิร์นวอร์แฟร์ 3 จะเน้นความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่น ส่วนแบทเทิลฟิลด์ 3 กลับเน้นทีมเวิร์คเป็นหลัก
ถึงแม้ว่าเกมโมเดิร์นวอร์แฟร์ภาคล่าสุด จะยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องหลังจากอดีตหัวหน้าอินฟินิตี้วอร์ดเก่าผู้ปั้นซีรีย์นี้มากับมือถูกต้นสังกัดแอคติวิชันเขี่ยทิ้งเนื่องจากขัดแย้งเรื่องเม็ดเงิน แต่เพราะอานิสงส์เก่าที่อดีตทีมงานคนก่อนได้สร้างรากฐานเอาไว้อย่างดีจึงทำให้ไม่ว่าทีมงานใหม่จะพัฒนาต่อยอดออกมากี่ภาคยังไงซีรีย์นี้ก็จะยังคงประสบความสำเร็จตราบใดที่ไม่ยื่นมือเข้าไปเปลี่ยนแปลงมัน ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจในปี 2011 นี้จริงๆแล้วไม่ใช่ตัวเลขยอดขายแต่เป็นเกมแบทเทิลฟิลด์ 3 ที่มาแรงสามารถไล่จี้กระชั้นเข้ามาทุกขณะ บางทีไม่แน่ว่าในอีกสองสามปีต่อจากนี้ไปซีรีย์แบทเทิลฟิลด์อาจจะแซงหน้าขึ้นมาเป็นเกม FPS อันดับหนึ่งเหมือนที่อีเอคุยเอาไว้ เพราะอย่าลืมว่าของอร่อยหากกินทุกวันก็เบื่อได้

บทเรียน "ราคาแพง" ของนินเทนโด
การตั้งราคาจำหน่ายที่ 249 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7,800 บาท) พร้อมเกมเปิดตัวที่มีแต่แนวทุนต่ำและรีเมกของเครื่องพกพา 3DS อาจมองได้ว่านินเทนโดมีความมั่นใจมากเกินไปกับความสำเร็จของเครื่อง DS เดิมจนคิดว่าเครื่องใหม่ต้องนอนมาแน่ๆ แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่คาด
แม้ยอดขายช่วงต้นทั้งในฝั่งอเมริกาและญี่ปุ่นอาจดูไม่ขี้เหร่เกินไปนักเมื่อเทียบกับสถิติของเครื่อง DS เดิมที่เริ่มต้นปีแรกแบบเนิบๆเช่นกัน แต่ในยุคของนักลงทุนและสร้างกระแสออกสื่อ ทำให้ภาพลักษณ์ของเครื่อง 3DS ดูจะเอียงไปในทางล้มเหลว โดนผลกระทบทั้งจากอุปกรณ์สมาร์ตโฟนที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาด ภาพสามมิติจุดขายซึ่งไม่ฮิตเท่าที่ควร เหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สีนามิในญี่ปุ่น เครื่องวีตาจากโซนีที่กำลังจะเข้ามาแข่ง ไปจนถึงความสำเร็จจากเครื่อง DS เดิมที่ตั้งมาตรฐานไว้จนสูงลิ่ว แถมยังแย่งฐานลูกค้ากันเองอีกด้วย
แต่ด้วยความเก๋าประสบการณ์ที่หากินกับวงการนี้มานานกว่าใคร ทำให้นินเทนโดกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแผนแบบสายฟ้าแลบ เริ่มจากการหั่นราคาเครื่องเหลือเพียง 169 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5,300 บาท) การส่งเกมแม่เหล็กเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงมาตรการยิบย่อยอย่างออกเครื่องสีใหม่มาดึงดูด ซึ่งทั้งหมดนี้ก็สามารถช่วยโหมกระแสยอดขายเครื่องกลับมาได้ แต่นินเทนโดก็ต้องจ่ายด้วย "ราคาแพง" เป็นผลประกอบการที่ติดตัวแดงขาดทุนมหาศาล
อีกหนึ่งตลาดที่ดูจะสร้างความลำบากใจให้กับนินเทนโดไม่แพ้กันคือเครื่องคอนโซล โดยเครื่อง Wii ที่เคยขายดิบขายดีก็เริ่มชะลอลงเรื่อยๆ ขณะที่บรรดาค่ายเกมก็ผลิตผลงานป้อนให้น้อยลง เนื่องจากประสิทธิภาพเครื่องที่ตกยุคและความเข็ดขยาดว่า "คนซื้อเครื่องนินเทนโดจะซื้อแต่เกมของนินเทนโดเอง" ทำให้เครื่องแทบจะเหลือแต่เกมแนวทุนต่ำเน้นตลาดแคชวลเท่านั้น
ในการเปิดตัวเครื่องคอนโซลใหม่ Wii U พร้อมจอยผสมแท็บเล็ตก็ดูจะไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ตั้งแต่ประสิทธิภาพกราฟิกที่ทิ้งห่างเครื่อง HD รุ่นปัจจุบันไม่มาก และการใช้งานจอยแท็บเล็ตที่ดูจะไม่น่าดึงดูดเท่าตอนเปิดตัวจอยรีโมต ขณะที่คู่แข่งรายใหญ่ทั้งไมโครซอฟท์และโซนีต่างก็อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะส่งเครื่องใหม่กว่าออกมาข่มได้ทันที
อย่างไรก็ตาม นินเทนโดก็เคยต่อสู้เอาตัวรอดมาได้แม้ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่กว่าปัจจุบันและการเดินหมากแก้เกมเครื่อง 3DS อย่างดุเดือดก็ช่วยยืนยันว่าค่ายยักษ์ใหญ่ค่ายนี้ยังไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ดังนั้นแล้วเครื่อง Wii U ที่น่าจะเริ่มเผยโฉมอย่างจริงจังในปีหน้า อาจมีลูกเล่นอะไรเก็บซ่อนไว้เป็นไพ่เด็ดอีกก็เป็นได้

PSP สู่ Vita ความหวังใหม่ของโซนี
การเปิดตัวเครื่องเกมพกพาใหม่ "เพลย์สเตชัน Vita" ของโซนีเรียกได้ว่ามีพร้อมทุกสิ่ง หน้าจอ OLED ทัชสกรีน จอยอนาล็อกคู่ แถบสัมผัสด้านหลัง การเชื่อมต่อ 3G และประสิทธิภาพเครื่องสูงลิ่วใกล้เคียงคอนโซล HD ของตนเองจนแทบจะแปลงเกมลงมาตรง ๆ ได้ แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดอาจเป็นตัวค่ายโซนีเองซึ่งขาดแนวทางการทำตลาดที่มีประสิทธิภาพสำหรับยุคแข่งขันสูงเช่นนี้
ในยุคการเปลี่ยนถ่ายจากเครื่องเพลย์สเตชันแรกไปสองและสองไปสาม การตลาดของโซนีล้วนเป็นไปอย่างราบเรียบ อาศัยฐานลูกค้าเดิมตามมาซื้อต่อเป็นส่วนใหญ่ รอเกมดีๆจากค่ายเกมภายนอก ทำทุกอย่างใกล้เคียงกับเครื่องอื่นแบบปลอดภัยไว้ก่อน แต่เมื่อคู่แข่งเริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์สรรหาวิธีใหม่มาสู้ ผลที่ตามมาคือโซนีแทบจะไม่มีไม้เด็ดอะไรของตนเองไปตอบโต้เลย
ขณะที่เครื่องเกมพกพาตัวแรก PSP อาจพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการผลักดันของเกมฮิต "มอนสเตอร์ฮันเตอร์" ซึ่งนอกจากจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแล้ว ยังช่วยเรียกแขกนำเกมจากค่ายอื่นๆตามมาอีกเพียบจนสามารถครองตำแหน่งเจ้าตลาดได้พักใหญ่
บรรดานักเล่นและแฟนๆต่างก็ฟันธงล่วงหน้าว่าเครื่องตัวใหม่ Vita จะดังระเบิดเมื่อมีเกมมอนสเตอร์ฮันเตอร์มาลง แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นธนูเข้ามาปักที่เข่าอย่างจัง เมื่อเครื่องคู่แข่ง 3DS คว้าเกมดังกล่าวไปแทน แถมยังมีกำหนดออกชนิดสกัดดาวรุ่งก่อนหน้า Vita วางขายแค่สัปดาห์เดียวเท่านั้น
ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือราคาซึ่งโซนีก็เรียนรู้จากตอนเพลย์สเตชัน 3 ไม่ตั้งเครื่อง Vita ไว้จนสูงเกินเอื้อมแบบคราวก่อน แต่ก็ไม่วายเจอคู่แข่งหั่นราคาลงมาโต้ตอบ แถมยังมีตลาดโทรศัพท์สมาร์ตโฟนเข้ามาสอดแทรก ขณะที่โซนีเองก็ยังแอบทำเนียนบังคับให้ลูกค้าซื้อเมโมรีการ์ดพ่วงเป็นราคาแฝงอีก ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเป็นปัญหาระยะยาวให้โซนีวางตำแหน่งตัวเองได้ลำบาก
การเปิดขาย Vita ในสภาพที่ตลาดและคู่แข่งมีความชัดเจน ผนวกกับประสบการณ์ที่ผ่านมาในตลาดเกมนับสิบปี คงต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในมือของโซนีเองแล้วว่าจะกำหนดกลยุทธ์เชิงรุกอย่างไร และก็แน่นอนว่าการรอคอยให้ค่ายเกมอื่นมาช่วยหรือหวังพึ่งแต่ฐานลูกค้าเก่าอย่างเดียวคงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีอีกต่อไป
อัพเดทข่าวสาวเกมใหม่ ๆ ได้ทาง Facebook เว็บ RakGames นะครับ (คลิ๊กที่ Facebook โลโก้ RakGames เลย)














