![]() |
น้องๆ บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าเดิมทีแล้วบริษัทนินเทนโดไม่ได้ทำแต่วิดีโอเกมนะจะบอกให้ ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองนู่น นินเทนโดเริ่มต้นจากการเป็นบริษัทที่ผลิตของเล่นและการ์ด (ไพ่) เป็นหลัก...
RakGames Classic: ย้อนอดีต 20 ปีเครื่องพกพาตระกูลเกมบอย (By. PON GamesMag)

บทความนี้เขียนโดยคุณ Pon จากนิตยสาร GameMag ฉบับที่ 535
น้องๆ บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าเดิมทีแล้วบริษัทนินเทนโดไม่ได้ทำแต่วิดีโอเกมนะจะบอกให้ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองนู่น นินเทนโดเริ่มต้นจากการเป็นบริษัทที่ผลิตของเล่นและการ์ด (ไพ่) เป็นหลัก
โยโคอิ กุนเปย์ ทำงานกับบริษัทนินเทนตั้งแต่ปี 1960 ซือแปะกุนเปย์พาก้นตัวเองมานั่งในนินเทนโดด้วยตำแหน่งนักออกแบบของเล่น ทำไปทำมาเขาได้รับมอบหมายให้มาดูแลออกแบบของเล่นอิเลคทรอนิคส์ดูบ้าง ทีมงานของกุนเปย์ได้เริ่มต้นออกแบบเกมบอย โดยใช้หน้าจอ LCD แสดงภาพแบบดอทเมทริกซ์และมีช่องต่อพอร์ทแบบโลว์สปีดเพื่อเอาไว้เสียบสายเล่นพร้อมกับเพื่อนได้ ตำแหน่งปุ่มควบคุมก็โขกกันออกมาเหมือนกับจอยของแฟมิคอมเด๊ะๆ

สมัยนี้ใครๆก็พก i-pod, i-phone, DS, PSP แต่ในสมัยสิบยี่สิบปีก่อนเทคโนโลยียังไม่ล้ำยุคเหมือนปัจจุบัน วัยรุ่นยุคสยามสแควร์ยังไม่มีพารากอนและไร้รางรถบีทีเอสก็ได้แต่พก "ซาวน์เบาท์" หรือที่เรียกกันอีกแบบว่า "วอล์คแมน" ใครเสียบหูฟังซาวน์เบาท์เดินเล่นนี่โคตรเท่เลยนะขอบอก ส่วนเครื่องเล่นเกมยุค 80 มีแต่แฟมิคอมครองเมือง ในขณะที่เกมพกพาอย่าง Game&Watch ยังดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวและมีแต่ลูกคนที่บ้านพอมีฐานะหน่อยถึงจะมีเล่นหลายๆเครื่อง (1 เกมต่อหนึ่งเครื่อง ถ้าไม่รวยจริงพ่อแม่คงไม่ซื้อให้เล่นหลายเกม) แต่แล้วโลกของเกมมือถือก็เปลี่ยนไปในปี พ.ศ. 2532 เมื่อ GameBoy ได้คลอดออกมาจากเตาของนินเทนโด
เกมบอยได้รับความนิยมแบบถล่มทลาย ด้วยเกม Super Mario Land และ Tetris ใครๆก็อยากได้เกมบอย ใครๆก็อยากเล่นเกมบอย ทั้งๆที่หน้าจอมันก็เป็นแค่ขาวดำ (จริงๆ มันไม่ใช่ขาวดำด้วยซ้ำ เพราะจอออกสีโทนเขียวกับเหลือง) แถมเกมก็ความจุกระจิดริดน้อยยิ่งกว่าแฟมิคอม แต่เกมบอยก็ขึ้นแท่นมาเป็นเวลานับสิบปีโดยที่ไม่มีคู่แข่งรายอื่นเอาชนะได้เลย ในวาระดิถีอันดีนี้ ที่เกมบอยมีอายุครบ 20 ปี ผมจึงขอนำเสนอช่วงเวลา (Time Line) ของตระกูลเกมบอยว่ามีความเป็นมาอย่างไรกันบ้าง หวังว่าคนแก่และคนยังไม่แก่จะชอบกันนะ
1889

ก่อนหน้าที่เรือไททานิจะอัปปางถึง 30 ปี บริษัทนินเทนโดได้ก่อตั้งขึ้นจากชายญี่ปุ่นที่มีนามว่า "ฟุซาจิโร่ ยามาอุจิ" โดยสินค้าหลักของนินเทนโดคือการ์ดหรือไพ่เอาไว้ใช้เล่นในแบบต่างๆ ปัจจุบันสินค้าในยุคดังกล่าวมีมูลค่ามหาศาลและกลายเป็นของหายากแบบสุดๆ
1941

วันที่ 10 กันยายน 1941 โยโคอิ กุนเปย์ บิดาของเกมบอยเพิ่งลืมตาเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ในขณะที่นักอ่านเกมแม็กที่กำลังจ้องบรรทัดนี้ยังไม่แม้แต่จะกลายเป็นวุ้นเสียด้วยซ้ำ กุนเปย์มีส่วนร่วมในการออกแบบของเล่นมากหมายหลายชนิด และเขายังเป็นเหมือนอาจาร์ยเกมคนแรกของชิเงรุ มิยาโมโต้
1941

จักรวรรดิ์ญี่ปุ่นเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยอยู่ข้างเดียวกับเยอรมันและอิตาลีในฝ่ายอักษะ ในปีดังกล่าวฝูงบินญี่ปุ่นได้กระตุกหนวดเสือ ด้วยการเข้าโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ของสหรัฐอเมริกา
1945

หลังจากเยอรมันนียอมแพ้สงคราม ฮิตเลอร์ชิงฆ่าตัวตายโดยที่ไม่ทันได้มีชีวิตต่อเพื่อเล่นเกมบอย ญี่ปุ่นก็โดนทิ้งปรมาณูไปสองลูกที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ จักรวรรดิ์ญี่ปุ่นจึงยอมแพ้อย่างเด็ดขาดในวันที่ 15 สิงหาคม 1945
1952

เด็กชายชิเงรุ มิยาโมโต้ กำเนิดขึ้นในวันที่ 16 พฤศจิกายน 1952 เขาเกิดมาในช่วงเวลาหลังสงครามอันยากลำบาก ต่อมามิยาโมโต้ก็กลายเป็นตำนานของโลกวิดีโอเกม เมื่อสร้างเกมดังอย่างดองกี้คอง, เซลด้า และมาริโอ เขาได้รับการยอมรับจากทั้งชาวเอเชียและชาวตะวันตกว่าเป็นบิดาแห่งวิดีโอเกมตัวจริงที่ยังมีลมหายใจอยู่
1979

เครื่องเล่นเกมแบบพกพาเครื่องแรกของโลกได้ปรากฏตัวขึ้น เจย์ สมิธ ได้คิดค้นเครื่องเกม Microvision ซึ่งเป็นเครื่องเล่นเกมพกพาแบบเสียบตลับเกมได้ นับเป็น HandHeld รุ่นแรกสุดของโลกมนุษย์ แต่ทว่าไม่ได้รับความนิยมจนเจ๊งไปในเวลาอันรวดเร็ว
1980

โยโคอิ กุนเปย์ รับบทลูกพี่ใหญ่ควบคุมการคิดค้นของเล่นอิเลคทรอนิคส์ให้กับนินเทนโด ผลงานที่ได้ออกมาคือเครื่องเกมพกพาตัวแรกสุดของปู่นินนั่นคือ Game&Watch โดยเกมแรกสุดที่วงางตลาดมีชื่อสั้นๆว่า "Ball" ให้เราเล่นบังคับคนโยนลูกบอลให้ได้นานที่สุด
1981

หลังจากที่ร่ำเรียนวิชาจากกุนเปย์มาได้สักพัก มิยาโมโต้จึงช่วยซือแป๋คิดค้นเกมแบบใหม่ขึ้นมาอีก คราวนี้เป็นเกมตู้อาเขตหยอดเหรียญ เปิดตัวด้วยตัวละครลิงจ๋อ "Donkey Kong" นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้กับโลกของวิดีโอเกมอย่างแท้จริง เมื่อดองกี้คองได้รับความนิยมอย่างสูง และทำรายได้ให้กับนินเทนโดอย่างมากมาย
1982

ทันทีที่เกมอาเขตดองกี้คองได้รับความนิยม นินเทนโดจึงไม่รอช้าที่จะทำการพอร์ทจากเกมตู้ให้มาลงสู่เกมพกพา Game&Watch ที่มีสองหน้าจอบน-ล่างเป็นเครื่องแรกของโลก และนี่เองที่เป็นต้นแบบให้กับเครื่องรุ่นเหลนอย่าง NDS ปัจจุบันเครื่องตัวสีส้มนี้ถ้าใครยังมีในสภาพเล่นได้หน้าจอยังดูดี น่าจะขายได้ในราคาสูง
1989

9 ปีผ่านไปหลังจากที่ Game&Watch ออกมาสู่สายตาชาวโลก โยโคอิ กุนเปย์ ยังคงนำทัพค้นคว้าวิจัยพัฒนาเครื่องเล่นเกมพกพาต่อไป และในที่สุดก็ได้ลูกชายคนที่สองคลอดออกมาคือ "Gameboy" ตัวเครื่องใช้ระบบประมวลผลแบบ Z80 และหน้าจอ LCD สีเขียว มีปุ่มกากบาทและ A B เหมือนของแฟมิคอมเด๊ะ และด้วยการจับเอาเกมพัพเซิลจากประเทศรัสเซีย "Tetris" มาแพ็คขายคู่กับเกมบอยในอเมริกา จึงทำให้ตลาดของเกมบอยถึงขั้นแตกกระฉูด ผู้คนหลงไหลและฮิตเกมบอยกันอย่างรวดเร็ว และทำยอดขายได้สูงไม่แพ้เครื่องแฟมิคอมในเวลานั้น
1989

ในปีเดียวกันนั้นเอง บริษัทอาตาริที่เคยครองตลาดเกมมาก่อนที่จะโดนแฟมิคอมผลักตกเหวไป หวังจะตีตื้นขึ้นมาอีกครั้งด้วยการออกเครื่องเล่นเกมพกพา "Atari Lynx" แถมยังแสดงภาพออกมาเป็นสีซะด้วย แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวและพ่ายแพ้ให้กับเครื่องเกมขาวดำไปตั้งแต่ยังไม่หมดยกแรก
1990

สงครามเครื่องเกมมือถือกำลังอุบัติขึ้น เมื่อยักษ์ใหญ่อีกเจ้าในวงการเกมคือ SEGA ประกาศท้าชนนินเทนโดทุกรูปแบบ หลังจากที่ออกเครื่อง Mega Drive เพื่อฟัดกับ Famicom ไปแล้วในปี 1989 SEGA ก็ไม่รอช้าจะส่งทัพที่สองตามออกมานั่นคือ "GameGear" ที่ใช้หน้าจอ LCD สีสันสดใสกะเอาให้เกมบอยตายคาที่แน่นอนงานนี้ แต่สุดท้ายก็แพ้ภัยตัวเองเนื่องจากโคตรกินถ่านและราคาโคตรแพงเมื่อเทียบกับเกมบอย...ถ่านบ้าอะไรไม่รู้หมดเร็วชิบเป๋ง (ขออภัยที่ไม่สุภาพ) จนในที่สุด GameGear มีชีวิตต่อมาอีกไม่นานก็สิ้นลมปราณลงในปี 1997
1990

สงครามเครื่องเกมพกพายังคงเกทับบลัพกันแหลก ในปีนั้นมีสงครามอ่าวเปอร์เซียขึ้นที่อิรัก-อิหร่าน แล้วก็มีคนเอาเครื่องเกมบอยสภาพผ่านศึกมาโชว์ ว่าแม้มันจะโดนไฟลวกจนเหมือนโดนระเบิดนาปาล์มเผาหลาญ แต่ก็ยังอุตสาห์เล่นได้ซะงั้น นินเทนโดภาคภูมิในใจสินค้าของตัวเองที่อึดและถึกได้ขนาดนี้ เลยขอเอาไปโชว์ไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในนิวยอร์คซะเลย
1995

ตอนนี้นินเทนโดได้เงินจากการขายเครื่องเกมบอยไปแล้วมากโข จึงหาหนทางดูดเงินใหม่ๆ ด้วยการออกคอลเลคชั่นเจ็ดสีเจ็ดแสงมันซะเลย คราวนี้ใครที่มีเครื่องอยู่แล้วก็จะเกิดอาการกิเลสขึ้นอยากได้เครื่องใหม่อีก นับเป็นการเริ่มต้นของการออกเครื่องเกมหลายๆสีอย่างที่ทำกันในปัจจุบัน
1995

ในปีเดียวกันนั้นเอง นินเทนโดอยู่ดีไม่ว่าดีก็ไปคิดค้นเครื่องเล่นเกมที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทออกมานั่นคือ "Virtual Boy" ให้คนเล่นเอาสองเบ้าตาแหย่เข้าไปในกรอบแล้วเล่นด้วยภาพที่มีแค่สองสีคือแดงกับดำ เล่นเสร็จแล้วตาลายปวดขมับวิงเวียนจนดมเซียงเพียวอิ๊วยังเอาไม่อยู่ ในปีต่อมามันจึงถูกฝังลงฮวงซุ้ยไปโดยที่ไม่ทันได้ทำพิธีกงเต๊ก
1997

ในปีที่ GameGear ได้เลิกการผลิต GameBoy Light ก็เปิดตัวอย่างไร้คู่แข่งอีกต่อไป คราวนี้มาในแบบบางเบาลงกว่าเดิมและหน้าจอมีความสว่างมากขึ้น แต่ว่าก็ยังไม่มีไฟแบบแบ็คไลท์อยู่ดี ในช่วงนั้นโปเกมอนกำลังเริ่มฮิตซะด้วย
1998

และแล้วศักราชใหม่ของเกมบอยก็มาถึง เมื่อในที่สุดหน้าจอขาวดำก็กลายมาเป็นแบบสีจนได้ แม้สีสันจะมีไม่มากเฉดสีและยังคงไม่มีไฟแบ็คไลท์ แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่หลายคนเฝ้ารอกันมานาน ระบบประมวลผลแรงขึ้นสองเท่า เมมโมรี่ตลับเกมมากขึ้นสามเท่า สรุปแล้ว GB Color มีสมรรถภาพเทียบเท่ากับเครื่องแฟมิคอมเลยทีเดียว แต่ต้องเล่นในห้องที่มีแสงสว่าง ไม่งั้นจะเล่นลำบากมาก
2001

เล่นสีแบบเด็กๆ มาหลายปีก็ถึงทีสีแบบสวยงามซะที Gameboy Advance สามารถแสดงภาพได้สวยงามเทียบเท่าเครื่องซุปเปอร์แฟมิคอมคือ 16 bit เกมที่ออกมาในยุคนี้จึงหลากหลาย และภาพสวยสดใสมากกว่าเกมมือถือรุ่นที่ผ่านๆมาทั้งหมด แต่ก็ยังไม่มีไฟแบ็คไลท์จึงทำให้ลำบากเวลาเล่นในที่ๆสว่างหรือมืดจนเกินไป
2003

GBA SP ได้แก้ปัญหาที่สะสมมาตลอดกว่า 14 ปีด้วยการติดไฟแบ็คไลท์ลงไปบนหน้าจอ ทำให้สามารถเล่นเกมได้อย่างสบายตาและชัดเจนแม้อยู่ในที่อับแสง ตัวเครื่องดีไซน์ให้ออกมาในลักษณะฝาพับทำให้สะดวกต่อการเอาใส่กระเป๋าพกพาไปไหนง่ายกว่า GBA ตัวเก่าที่เป็นทรงยาว แต่ข้อเสียของ SP คือช่องเสียบหูฟังต้องใช้อแด๊บเตอร์เฉพาะกิจของนินเทนโดมาต่อกับหูฟัง หาใช่เป็นรูเสียบแจ็คแบบรุ่นอื่นๆ แต่อยางใด
2004

นินเทนโดสร้างความฮือฮาให้กับวงการเกมมือถืออีกครั้งด้วยการปล่อย DS ออกมาประชันกับ Sony PSP ซึ่งจำได้ว่าในช่วงแรกๆมีแต่คนบอกว่า DS ไม่มีทางสู้กับ PSP ได้อย่างแน่นอน แต่ทำไปทำมาปรากฏว่าเกมสองจอจิ้มดันผ่านขายดีกว่าเกมไวด์สกรีนไฮโซ และมีเกมแปลกแหวกแนวเยอะกว่าอีกฝั่งจนคนแห่กันจับจองเป็นเจ้าของถล่มทลาย DS จับเอาระบบสองหน้าจอและฝาพับเหมือนสมัย Game&Watch มาใช้ร่วมกับระบบทัชสกรีน ทำให้ผู้เล่นได้สัมผัสกับการเล่นเกมแบบใหม่ 2004 จึงเป็นปีที่เกมบอยถูกลืมไปโดยปริยาย
2005

หนทางของ GBA ยังไม่หมดลงเสียทีเดียว เมื่อมีการออกแบบตัวเครื่องใหม่ให้เป็นลักษณะเหมือนจอยของเครื่องแฟมิคอมและให้ชื่อว่า Gameboy Micro นับเป็นการปรับโฉมครั้งที่สองของระบบ GBA มีรูปทรงเล็กลงและเก๋ไก๋ไฉไลกว่าเก่า รูเสียบหูฟังเป็นแบบสเตอริโอมาตรฐานเหมือนเดิม และที่สำคัญคือหน้าจอสว่างสดใสชัดแจ๋วมาก แต่คนที่ซื้อ GB Micro ส่วนใหญ่ซื้อไปสะสมมากกว่าตั้งใจจะซื้อไปเล่น ดังนั้นมันจึงมีอายุขัยมาจนถึงปี 2007 ก็ยุติการผลิตลงโดยสิ้นเชิง นั่นเป็นเพราะว่ากระแสของ DS มาแรงมากนั่นเอง
2006

ในช่วงเวลานั้นเครื่องเล่น MP3 จากค่ายแอ๊ปเปิ้ลอย่าง "i-pod" กำลังได้รับความนิยม ส่วน DS ก็ทำการปรับโฉมตัวเองเป็นครั้งแรกจนกลายมาเป็น DS-Lite ตัวเครื่องมีขนาดบางและน้ำหนักเบาลงอย่างมาก จึงทำให้สะดวกต่อการพกพา สาวๆเอามาถือก็ดูเหมือนตลับเครื่องสำอางค์ยังไงยังงั้น หน้าจอก็ปรับปรุงให้แสดงภาพได้สว่างกว่าเดิม จากที่ขายดีอยู่แล้วก็ยิ่งขายดีหนักเข้าไปอีก
2009

DS ปรับโฉมเป็นครั้งที่สอง ด้วยการเพิ่มกล้องความละเอียดสามแสนพิกเซลติดเอาไว้สองจุด หน้าจอมีขนาดใหญ่และยาวขึ้น รวมทั้งเพิ่มสล็อตแฟลชเมมโมรี่ลงไป DSi เป็นเครื่องเล่นเกมพกพาตัวล่าสุดจากบริษัทนินเทนโด แต่รู้สึกว่ายังไม่สามารถสร้างกระแสแตกตื่นได้เก่ากับเมื่อครั้งก่อน เกมที่ทำออกมาเพื่อรองรับการใช้กล้องก็ยังมีไม่มากเกมนัก จึงดูเหมือนไม่ค่อยมีความจำเป็น ดังนั้นบางคนเลยหันไปซื้อ DS-Lite ที่มีราคาถูกกว่าแทน
เกมบอยเป็นเครื่องเล่นเกมที่อยู่คู่กับพวกเรามาอย่างยาวนาน หลายคนจำความได้ก็เจอกับเจ้าเครื่องนี้แล้ว แม้กราฟิคจะไม่สวยงาม แม้ภาพจะไม่น่าประทับใจ แต่มันก็ยังอยู่รอดและพัฒนาตัวเองมาได้จนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นอีกตำนานของวงการเกมที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป กับเด็กผู้ชายเล่นเกมในอดีต..เกมบอย
บทความโดย PON
จาก GameMag ฉบับที่ 535












