![]() |
เอกลักษณ์ที่ทำให้ Contra เป็นที่รู้จักกันไปทั่วนั้นมีหลายประการ อย่างแรกที่พูดไปก็ต้องร้องอูยย เอ้ย ร้องอ๋อ ก็คือ "สูตร 30 ตัว" หรือที่ฝรั่งเรียกว่า "Konami Code" สูตรกดมือชนิดนี้ถือว่าเป็นสูตรที่คลาสสิคและอมตะนิรันดร์กาลมากที่สุด ตั้งแต่วงการเกมถือกำเนิดมาก็ว่าได้ เพราะใครๆ ก็ต้องรู้จักกันทั้งนั้น ลองไปถามเด็กหนวดอายุซัก 22 ปีขึ้นไปยังไงก็ต้องมีคนรู้จักเกินร้อยละ 50 อย่างแน่นอน...
RakGames Classic: CONTRA คู่มหากาฬ ล้างบางเอเลี่ยน... (By. คุณ Pon นิตยสาร GameMag)

ขอขอบคุณเจ้าของบทความคุณ Pon จากนิตยสาร GameMag ฉบับที่ 606 ครับ
หลายท่านอาจจะสงสัย ว่าทำไหมเกมเก่าแบบนี้ถึงยังเอามาลงหน้าปก แถมยังมีสกู๊ปในเล่มอีก อยากให้เข้าใจว่าแม้เกมจะเก่า แต่มันก็มีเรื่องเล่าเยอะแยะที่สมควรแก่การคุ้ยแคะ และแกะมานำเสนอเพื่อกระตุ้นต่อมวันวานยังหวานอยู่ ถ้าผมจำไม่ผิด คอนทร่าเคยมีการทำเป็นสกู๊ปในเกมแม็กมาแล้วประมาณ 2 ครั้ง และครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 3 เข้าไปแล้ว (คาดว่าน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วมั้งสำหรับสกู๊ปคอนทร่า)

โหมดนี้เราเรียกว่า "ไทม์แมชชีน" ที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปหาเกมเก่าๆ ที่พวกเกมเมอร์รุ่นดึกชอบขุดเอามาเล่ากันไม่รู้จบ น้องๆ หนูๆรุ่นใหม่อ่านแล้วไม่ต้องกลัวง่วงนอน เพราะเราจะได้รับทราบข้อมูลว่าพี่ๆ น้าๆ สมัย 20 ปีก่อนเค้าเล่นเกมแบบไหนกัน ทีนี้พอเรารู้ก็สามารถเอาไปเป็นหัวข้อสนทนากับเกมเมอร์ฺรุ่นใหญ่กว่้าเราได้แบบสนุกปาก

เกมเก่าบางเกมมันก็มีจุดอ่อนเมื่อเอามาเปิดเล่นในสมัยนี้ ตอนท่านยังเล็กไว้ผมทรงเกรียนหวีเบอร์สาม อาจจะเล่นแล้วมันสนุกและรู้สึกเร้าใจอย่างแรง แต่พอเอามาเปิดเล่นในปัจจุบันซึ่งกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนหนวดเคราเขียวครึ้ม กลับเล่นแล้วรู้สึกว่ามันติงต๊องและรับไม่ได้กับกราฟิคซะงั้น ทั้งที่ตัวเองในอดีตเมื่อ 20 ปีก่อนยังต้องแย่งชิงจอยกับพี่ๆ เพื่อนๆ แล้วเล่นได้อย่างเมามัน
แต่กับบางเกมมันไม่เป็นเช่นนั้น 20 ปีก่อนสนุกยังไง เอากลับมาเล่นใหม่ก็ยังสนุกเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนมุมมองที่เรามีกับมันไปเท่านั้น ตอนวัยเด็ก การเล่นเกมคือสนุกกับเกมล้วนๆเป้าหมายคือเล่นให้เคลียร์ให้ได้ แต่พอเราโตขึ้น มุมมองที่เรามีต่อการเล่นเกมก็ละเอียดกว่าเดิม เริ่มดูเนื้อเรื่อง ดูกราฟิค ดูการออกแบบ ยกตัวอย่างเช่้นเกมลุงหนวดมาริโอ เมื่อคนวัย 20+ 30+ หรือกระทั่ง 40+ นำกลับมาเล่นใหม่ตอนนี้ จะเห็นได้ชัดเจนกว่าตอนเป็นเด็ก ว่้าไอเดียแต่ละอย่างที่เขาออกแบบมานั้นสุดยอดจริงๆ

"คอนทร่า" เป็นหนึ่งในเกมที่หยิบกลับมาเล่นใหม่ในพ.ศ. 2554 ได้อย่างสนุกไม่แพ้ปีพ.ศ. 2531 อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวของผมหลังจากที่หยิบคอนทร่าสองภาคแรกกลับมาเล่นใหม่แบบจริงจังอีกครั้งในรอบหลายปี แม้จะเล่นด้วย EMU บนคอมพิวเตอร์ แต่มันก็เรียกความรู้สึกเก่าๆกลับมาได้ และมีหลายอย่างที่เพิ่งจะสัมผัสได้ในเกมนี้ทั้งที่เรารู้จักมันมากว่า 23 ปีแล้ว ความรู้สึกของมนุษย์วัย 20 ปลายๆคนนี้ก็คือ เกมมันยากก็จริง แต่มันแฝงความง่ายเอาไว้ในตัว
ถ้าจะเล่นแบบดันทุรังเดินลุยแหลกมันก็มีแต่ตายกับตาย แต่หากเล่นแล้วจำ เล่นแล้วรู้จังหวะของศัตรูแต่ละตัวว่ามันมาจากไหน ไอเท็มจะลอยมาเมื่อไร เกมนี้จะหวานหมูทันที แต่ที่แน่ๆก็คือทำไมตอนผมเป็นผู้ใหญ่เล่นเกมคอนทร่าแล้วรู้สึกว่าบอสมันกระจอกจัง ยิงๆ ไม่ถึงนาทีก็ตายแล้ว แต่กับศัตรูลูกจ๊อกและอุปสรรคตามรายทางนี่ยังจะยากกว่าปราบบอสหลายเท่าตัว

Contra เป็นซีรีส์เกมจากค่าย Konami ที่นำเสนอในแนว "Run & Gun" ที่แปลให้เข้าใจง่ายก็คือแนว "วิ่งแล้วยิง" เน้นการลุยไปข้างหน้าแล้วยิงศัตรูไปเรื่อยๆ ไม่ต้องโดดโหม่งบล็อค ไม่ต้องแก้ปริศนา และไม่ต้องเข้าเมืองหาข่าวสาร หน้าที่ของท่านคือซัลโวลูกกระสุนและเอาตัวรอดจากดงศัตรูให้ได้เป็นพอ (คำว่า Run & Gun ยังใช้ในภาษาของบาสเก็ตบอล หมายถึงสไตล์การเล่นที่รวดเร็วมาก ใครเคยอ่านสแลมดั๊งค์น่าจะจำกันได้)

Contra ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2530 บนระบบเกมอาเขตหยอดเหรียญ ซึ่งคำว่า Contra ที่เป็นชื่อเกมนี้มีความหมายถึงรางวัลเกียรติยศที่มอบให้กับทหารระดับสุดยอดซึ่งมีความสามารถเหนือทหารสามัญทั่วไป และยังมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจที่เหนือกว่าการรบแบบกองโจรอีกด้วย ดังนั้น Contra จึงหมายถึงสุดยอดนักรบที่มาคนเดียวก็ฆ่าคนได้ทั้งกองทัพนั่นเอง ทีนี้คงทราบแล้วใช่้ไหมว่าทำไมจึงมีแค่พระเอกสองคนถูกส่งให้มารบกับศัตรูเป็นขโยง (ประหยัดงบ)

เกมตู้ Contra เปิดตัวให้เล่้นกันในปีพ.ศ. 2530 ซึ่งไม่ได้มีการนำเข้ามาให้เล่นในเมืองไทย หลังจากเกมออกสู่ตลาดได้ได้ไม่กี่เดือน ก็เกิดเหตุ "Iran-Contra affair" ซึ่งเป็นเหตุการณ์อื้อฉาวเกี่ยวกับอเมริกาที่ซื้อขายอาวุธกับอิหร่าน แล้วเม็ดเงินส่วนนึงกลับถูกนำไปสนับสนุนกองทัพกบฏชาวนิคารากัวที่ชื่อว่า "Contra" ซึ่งดันมีชื่อตรงกับเกมนี้พอดิบพอดี ส่วนชื่อเพลงในฉากจบของเกมก็ถูกตั้งชื่อว่า "Sandinista" อันเป็นชื่อกองทัพศัตรูของกลุ่ม Contra ในโลกความเป็นจริง ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า Konami เอาไอเดียแรกเริ่มของเกมนี้มาจากเหตุการณ์จริงนั่นเอง
Contra ที่ชาวไทยคุ้นเคยกันมากที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นเกมภาคแรกของระบบ Famicom สมัยนั้นลูกเด็กเล็กแดงยังไม่มีแสงสีนอกบ้านเท่าในปัจจุบัน บ้านไหนมีฐานะหน่อยก็จะซื้อวิดีโอเกมให้ลูกหลานนั่งเล่นกันในบ้าน ซึ่งเล่นกันคนสองคนไม่พอต้องไปชวนญาติพี่น้องรวมทั้งเพื่อนฝูงในบริเวณใกล้เคียงให้มาลุ้นร่วมกัน ในปีพ.ศ. 2531 ยังถือว่าเป็นยุคทองของเครื่องเกม 8bits สีขาวแดงที่แล้วแต่จะเรียกกัน บางคนเรียก Famicom บางคนเรียก Family ก็แล้วแต่ว่าพื้นที่ไหนจะนิยมคำใด
เกมในยุค 8bits จะมีเอกลักษณ์ที่เด่นชัดคือ หลายๆเกมมักจะทำออกมาในแนวแอ็คชั่นเดินลุยด่านด้านข้าง มีโดดข้ามเหว มีเก็บของ เหตุก็มาจากการจั่วหัวของลุงหนวดมาริโอที่สร้างกระแสให้เกมแนว Action Platform ลุยด่านด้านข้างได้รับความนิยมมาก ค่ายเกมตอนนั้นก็นำโดย Nintendo, Capcom และ Konami ที่เป็นตัวหลักของการทำเกมเดินลุยด่าน ซึ่ง Contra เองก็เปิดตัวได้อย่างสวยหรู เมื่อประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้คนรู้จักและยังตราติดตรึงใจมาจนถึงทุกวันนี้

เกมใดก็ตาม ที่สามารถเล่นได้พร้อมกันสองคน เกมนั้นจะได้รับความสนใจและถูกหยิบมาเล่นในหมู่เด็กๆอย่างมาก เพราะการเล่นสองคนพร้อมๆกันมันจะทวีความสนุกและได้ลุ้นได้เชียร์อย่างครื้นเครง บางเกมเล่นได้สองคนก็จริง แต่ดันสลับกันเล่นทีละตัว พอตายแล้วจึงเปลี่ยนให้อีกจอยเล่น (เช่นลุงหนวดเป็นต้น) เกมที่เล่นสองคนพร้อมกันก็อย่างเช่น Kunio, Double Dragon, Twin Bee และ Contra นี่เองที่เป็นลำดับต้นๆ ของการพูดถึง เรียกว่าเหมาะสำหรับการเอามาต้อนรับแขกเหรื่อที่มาเยี่ยมเยียน

ตอนเด็กๆ เราไม่รู้จักหรอก ว่าพระเอกสองคนที่หน้าเหมือนอาร์โนลด์กับสตอลโลนเนี่ย ในเกมเค้ามีชื่อว่าอะไร เพราะเล่นตลับญี่ปุ่นภาษายุ่นปี่อ่านเนื้อหาไม่ออก ก็เหมาเอาว่านี่คือคนเหล็กกับแรมโบ้ละกัน ซึ่งถ้าค่ายเกมสมัยนี้เอาหน้าตารูปลักษณ์ของดารามาดีไซน์และขึ้นหน้าปกเกม รับรองว่าต้องมีคดีความฟ้องร้องกันแน่นอน เพราะทั้งท่าทางและหน้าตาดูยังไงมันก็ใช่ชัดเจน แต่ในสมัย 20 กว่าปีก่อนยังไม่มีการตื่นตัวเรื่องลิขสิทธิ์มากมายเท่าปัจจุบัน ลองดูจากในภาพจะเห็นว่าการจัดวางองค์ประกอบนี่เนียนมาก ส่วนใหญ่ Konami จะเอาโปสเตอร์หนังหลายๆ เรื่องที่ทั้งสองคนแสดงมาวาดและดัดแปลง ใครบอกว่าญี่ปุ่นไม่เคยลอกชาติอื่นอาจจะต้องคิดใหม่นะครับ อิอิ

ความแตกต่างของ Contra ภาคแรกใน Famicom นั้นมีถึงสามแบบ เวอร์ชั่นของแท้และดั้งเดิมจริงๆ ต้องเป็นญี่ปุ่นแน่นอน ตัวโลโก้ตอนเข้าเกมจะต้องเป็นอักษรคันจิสามตัวที่อ่านว่า "คอนโทะร่า" พร้อมมีเปลวเพลิงอยู่ข้างใน พอเข้าเกมก็จะมีเนื้อเรื่องเกริ่นนำ และมีการแสดงฉากแผนที่ของเสตจต่างๆ ส่วนฉากจบเกมจะมีให้เห็นตอนพระเอกหนีขึ้นฮ.ก่อนที่เกาะจะระเบิดตูม และพอเราเล่นใหม่อีกครั้งหลังจบเกมก็จะเจอศัตรูที่ยากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งสูตรฟัง BGM ในเกมด้วยการกด A B Select Start พร้อมกัน
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ล้วนถูกตัดออกไป เมื่อนำเกมเข้ามาขายในอเมริกา เพราะว่ากระบวนการผลิตตลับเกมของโซน NTSC กับ PAL นั้นต่างกัน ดังนั้นบางท่านที่สงสัยว่าทำไม Contra บางตลับถึงไม่มีฉากไตเติล แล้วอันนี้มันเก๊หรือเปล่า ก็ขอให้ทราบว่าที่บอกว่าปลอมนั้นที่จริงก็คือเวอร์ชั่นมะกันนั่นเอง

นอกจากนี้ Contra ยังถูกเปลี่ยนชื่อเกมให้เป็น "Probotector" เมื่อส่งไปขายในยุโรปและออสเตรเลีย แถมยังเปลี่ยนทั้งตัวเอกและเหล่าศัตรูในเกมที่เป็นทหารให้กลายเป็นหุ่นยนต์แทน ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วก็คล้ายคลึงกับการ์ตูนโรบอทญี่ปุ่นเรื่อง "แพทเลเบอร์" ซึ่งอยู่ในยุคเดียวกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน
เหตุที่เค้าต้องเปลี่ยนตัวละครให้เป็นหุ่นยนต์เพราะตอนนั้นมีการแบนสื่อที่รุนแรงสำหรับเด็ก ยิ่งเกมนี้เป็นการทำสงครามและยิงปืนด้วยมนุษย์อย่างโจ่งแจ้ง เค้าจึงเลี่ยงด้วยการเปลี่ยนให้เป็นหุ่นยนต์จะได้ดูน่ารักกว่าเดิมหน่อย (มั้ง)
นอกจากนี้ Contra ยังมีอีกชื่อนึงว่า "Gryzor" อันเป็นชื่อเกมในเวอร์ชั่นเครื่องรุ่นดึกโซนฝรั่งอย่างเช่น Amiga และระบบ DOS ของคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆนั่นเอง สรุปแล้วเกมนี้มีด้วยกันทั้งหมด 4 เวอร์ชั่นซึ่งถือว่าเยอะจน Street Fighter IV ยังต้องอายม้วนต้วน

เอกลักษณ์ที่ทำให้ Contra เป็นที่รู้จักกันไปทั่วนั้นมีหลายประการ อย่างแรกที่พูดไปก็ต้องร้องอูยย เอ้ย ร้องอ๋อ ก็คือ "สูตร 30 ตัว" หรือที่ฝรั่งเรียกว่า "Konami Code"
สูตรกดมือชนิดนี้ถือว่าเป็นสูตรที่คลาสสิคและอมตะนิรันดร์กาลมากที่สุด ตั้งแต่วงการเกมถือกำเนิดมาก็ว่าได้ เพราะใครๆ ก็ต้องรู้จักกันทั้งนั้น ลองไปถามเด็กหนวดอายุซัก 22 ปีขึ้นไปยังไงก็ต้องมีคนรู้จักเกินร้อยละ 50 อย่างแน่นอน กับสมการที่ว่้า "ขึ้นขึ้น ลงลง ซ้ายขวาซ้ายขวา B A (Select) Start" มันท่องจำง่ายยิ่งกว่าสูตรหาพื้นที่สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนซะอีก
แต่ที่จริงแล้วสูตรนี้ไม่ได้เริ่มใช้กับ Contra เป็นเกมแรก เพราะเจ้าแรกที่มีการใช้สูตรที่ว่าก็คือเกม "Gradius" ยานยิงชื่อดังในปีพ.ศ. 2529 กดแล้วอาวุธเต็มสูงสุด แต่สูตรกลับมานิยมแพร่หลายกับเกม Contra ซึ่งกดแล้วได้ชีวิตเพิ่มเป็น 30 ตัวทำให้เด็กๆ เล่นเกมกันจนจบได้ง่ายกว่าการเล่นด้วยชีวิตแค่ 3 ตัวอย่้างแบบต่างกันลิบลับ

ผมจะขอเล่าที่มาของสูตรนี้ให้ฟังด้วยเลย เจ้าของสมการสะท้านโลกนี้มีนามว่าคุณ "คาซูฮิสะ ฮาชิโมโตะ" หน้าที่ของเขาคือพอร์ทเกม Gradius จากเกมตู้ให้่กลายมาเป็นเกมคอนโซล เขาพบว่าตัวเกมนั้นยากเกินไปที่จะเล่นให้จบ ดังนั้นเลยสร้างสูตรกดมือขึ้นมาเพื่อใช้ในการทดสอบเกมจะได้เล่นง่ายๆ หน่อย กดปุ๊บอาวุธขึ้นมาครบปั๊บ

แต่เหมือนสวรรค์ลิขิตเมื่อเขาดันผ่าลืมเอาสูตรนี้ออกไปจากเกมเมื่อสเร็จสิน้การทดสอบ ผู้เล่นมือบอนซึ่งเราก็ไม่ทราบว่ามีต้นตอมาจากที่ใดเกิดไปพบเจอสูตรที่ว่านี้่เข้า เลยเอามาบอกต่อกันปากต่อปากจนรู้กันไปทั้งวงการ จนกลายเป็นสูตรที่เกิดจากความไม่ตั้งใจแต่ดันติดตรึงในใจของนักเล่นเกมมาถึงทุึกวันนี้

และคุณจะรู้บ้างไหมว่า Konami Code ยังถูกเอาไปใช้กับหลายช่องทาง เช่นเว็บชื่อดังอย่าง facebook ก็เคยมีสูตรนี้ด้วยนะเออ เมื่อเรากดปุ่มลูกศรขึ้นขึ้นลงลงฯลฯ แล้วปิดท้ายด้วย Enter ก็จะมีกราฟิคเอฟเฟค์สวยๆ ออกมาแสดงบนหน้าจอ facebook ทันที แต่ตอนนี้รู้สึกจะโดนเอาออกไปแล้วเพราะลองแล้วไม่ได้ผลแหะ

คนรุ่นดึกน่าจะจำกันได้ กับการเล่น Contra ด้วยเครื่องและจอย Famicom กับจอทีวีนูนยี่ห้อ National (บางบ้านใช้ธานิน) ระบบเปลี่ยนช่องด้วยนิ้วจิ้ม และเสียงบ่นของคนเฒ่าคนแก่ในบ้านที่มักจะพร่ำบอกว่า "เล่นเกมแล้วทำให้ทีวีพัง" ซึ่งวลีนี้ไม่รู้ใครเป็นคนเริ่ม แต่ทุกบ้านจะต้องพูดเหมือนๆกัน คาดว่าสมัยนั้นคุณภาพของหลอดภาพทีวีน่าจะมีอายุการใช้งานที่จำกัด แล้วพอต้องเอามาใช้เปิดเกมเล่นทั้งวันทั้งคืน ก็อาจเป็นไปได้ว่ามันทำงานหนักเกินไปเลยทำให้หลอดภาพเริ่มเสื่อม จากสีสวยๆ ก็เริ่มออกเหลืองๆ จนในที่สุดก็ดูไม่ได้ เด็กสมัยนั้นก็ไม่รู้จะเถียงยังไง จะบอกว่าทีพ่อเปิดดูวิดีโอมังกรหยกที่เช่ามาเป็นตั้งแบบ non-stop ทำไมไม่เห็นบอกว่าทีวีจะพังบ้างละ? ขืนเถียงแบบนี้มีหวังไม่ต้องเล่นเกมแน่นอน

การเล่น Contra มักจะมาพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทั้งที่เกมมันไม่ได้มีฉากโปกฮาหรือชวนขันอะไรซักหน่อย แต่มันขำเพราะคนที่นั่งเล่นด้วยกันนี่เอง เกมนี้เสริมสร้างทั้งความสามัคคี และทวีในความบาดหมาง ถ้าร่วมมือกันเล่นดีๆ ก็จะไปรอด แต่ถ้าต่างคนต่างแย่งก็จะตายอนาถ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนอย่างแรกคือการ "ดึงฉาก" เมื่อผู้เล่นอีกคนเดินไปข้างหน้าจนสุด แต่อีกคนชักช้าไม่ยอมเดินตามมาก็จะไปต่อไม่ได้ จากนั้นศัตรูก็จะวิ่งมาชนคนแรกตายแบบงมงาย ก็จะเกิดการโต้เถียงกันว่าเอ็งจะดึงฉากตูทำไม

บาดหมางประการต่อมาคือการ "แย่งปืน" ไอเท็มที่มีค่าที่สุดในเกมนี้คือปืนนานาประเภทที่จะลอยมาให้เราสอยเป็นบางช่วงตามฉาก บางทีมัวแต่แย่งปืนที่ชอบกันจนไม่ทันมองกระสุนศัตรู สุดท้ายตายทั้งคู่้ พอกลับลงมาเกิดใหม่ก็ยังไม่วายที่จะพุ่งเข้าหาไอเท็มที่ยังกองอยู่กับพื้นให้ได้ นี่เรียกว่าศึกชิงปืนมิให้คนอื่นคว้าไป

บาดหมางประการสุดท้ายที่แสบที่สุดคือการ "ยืมตัว" เกมนี้ถ้าเรากดสูตรจะมีชีวิตถึง 30 ตัว แต่ทีนี้พอมีเยอะก็ใช้แบบไม่ระวัง ตายไปเรื่อยๆโดยไม่ได้นับ มารู้ตัวอีกทีก็ gameover ซะแล้ว ทีนี้แม้จอยแรกจะตายเหี้ยน แต่จอยสองมันยังเหลืออีกเป็นสิบตัว ทำไงละครับ
ก็ต้องยืมของมันมาใช้ก่อนซิเนอะเราเล่นด้วยกันต้องแบ่งปันกัน ทำได้โดยการกด start ยืมชีวิตของอีกจอยมาเล่นต่อได้แบบหน้าด้านๆ ยืมตัวเดียวไม่ว่า บางคนยืมไปแล้วดันเล่นไม่ระวังก็ตายอีก แล้วมันก็กดยืมอีก แบบนี้ความอดทนจึงมีขีดจำกัดจนทำให้บางคู่อาจต้องตะโกนด่าไปหลบกระสุนไป ครั้นจะดึงจอยออกก็ไม่ได้เพราะเครื่องสมัยนั้นมันโยงสายติดกับเครื่อง อาการนี้ขอยืนยันว่าคนเล่นจะโมโห แต่คนที่นั่งดูจะรู้สึกสนุกเหมือนใส่สกิลโปกฮาคูณสองเลยทีเดียว















Comments